โอกาสทางธุรกิจในอุตสาหกรรมงานพิมพ์กล่องแพคเกจจิ้ง 2567

โอกาสทางธุรกิจและแนวโน้มใหม่ๆ ในอุตสาหกรรมพิมพ์และบรรจุภัณฑ์ปี 2567 ผ่านนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีและการตอบสนองต่อพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป พร้อมเคล็ดลับเพิ่มโอกาสสำหรับผู้ประกอบการ

ภาพรวมตลาดการพิมพ์และบรรจุภัณฑ์ในประเทศไทย ปี 2567

อุตสาหกรรมการพิมพ์และบรรจุภัณฑ์เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมหลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทย โดยในปี 2567 คาดการณ์ว่ามูลค่าตลาดจะเติบโตถึง 850,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.5% จากปีก่อนหน้า สะท้อนถึงความต้องการบรรจุภัณฑ์ที่เพิ่มสูงขึ้นตามการขยายตัวของภาคการค้าปลีกออนไลน์และอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม

ผู้เล่นหลักในตลาด

ในตลาดการพิมพ์และบรรจุภัณฑ์ของประเทศไทย มีทั้งผู้ประกอบการรายใหญ่และรายย่อยมากมาย โดยผู้นำตลาดที่สำคัญ ได้แก่ บริษัท ผลิตภัณฑ์กระดาษไทย จำกัด(มหาชน), บริษัท ยูนิวันน์ จำกัด(มหาชน), บริษัท อมรินทร์ พริ้นติ้ง แอนด์ พับลิสชิ่ง จำกัด(มหาชน) และบริษัท ศรีไทยบรรจุภัณฑ์ จำกัด โดยมีการแข่งขันกันด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมการผลิต รวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุน

ความต้องการของผู้บริโภคและแนวโน้มการบริโภค

ปัจจุบันผู้บริโภคให้ความสำคัญกับบรรจุภัณฑ์ที่มีรูปลักษณ์สวยงาม ดึงดูดใจ ทันสมัย และสะท้อนไลฟ์สไตล์และรสนิยมเฉพาะบุคคลมากขึ้น รวมถึงต้องการบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สามารถรีไซเคิลหรือย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ

ด้านแนวโน้มการบริโภค มีการคาดการณ์ว่าจะเกิดการเติบโตสูงถึง 10% ในกลุ่มบรรจุภัณฑ์สำหรับผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางและเวชภัณฑ์ รองลงมาคือบรรจุภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม เนื่องจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภคยุคใหม่


เทคโนโลยีและนวัตกรรมการพิมพ์ยุคใหม่

เทคโนโลยีและนวัตกรรมเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาอุตสาหกรรมการพิมพ์และบรรจุภัณฑ์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน และสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์ลูกค้ายุคดิจิทัล

เทคโนโลยีการพิมพ์ดิจิทัล

หนึ่งในนวัตกรรมที่ได้รับความนิยมสูงสุด คือการพิมพ์ดิจิทัล ซึ่งใช้เทคนิคการพิมพ์ที่ทันสมัย ไม่ต้องผ่านกระบวนการทำแม่พิมพ์ แรงกดสูงหรือการแช่สี ทำให้สามารถพิมพ์งานคุณภาพสูงได้ในระยะเวลาและต้นทุนที่ต่ำกว่า เหมาะสำหรับงานพิมพ์จำนวนน้อย หรืองานที่ต้องเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ

ข้อมูลจากสมาคมการพิมพ์ดิจิทัลไทยระบุว่า ในปี 2566 มูลค่าตลาดการพิมพ์ดิจิทัลของประเทศไทยอยู่ที่ 25,000 ล้านบาท และคาดว่าจะเติบโตต่อเนื่องถึง 32,000 ล้านบาทในปี 2567

นวัตกรรมด้านวัสดุและกระบวนการผลิต

นอกเหนือจากเทคโนโลยีการพิมพ์แล้ว ยังมีการนำนวัตกรรมมาใช้ในด้านวัสดุและกระบวนการผลิต เพื่อสร้างบรรจุภัณฑ์ใหม่ๆ ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็น

  • วัสดุชีวภาพย่อยสลายได้ เช่น พลาสติกชีวภาพจากแป้งมันสำปะหลังหรือกากน้ำตาล กระดาษจากเส้นใยธรรมชาติ เป็นต้น
  • การใช้พลังงานทดแทน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม หรือพลังงานจากชีวมวล เพื่อลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล และลดปริมาณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ในกระบวนการผลิต
  • เทคนิคพิมพ์เปลี่ยนสี ทำให้สามารถปรับเปลี่ยนสีของบรรจุภัณฑ์ในระหว่างกระบวนการพิมพ์ได้อย่างยืดหยุ่น ตอบโจทย์การผลิตแบบรุ่นพิเศษหรือจำนวนน้อย
  • การนำปัญญาประดิษฐ์และอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่งมาใช้ ทั้งในด้านการออกแบบ วิเคราะห์ข้อมูล และควบคุมกระบวนการผลิตอย่างแม่นยำ

โอกาสและความท้าทายสำหรับผู้ประกอบการ

ความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมถึงแนวโน้มการบริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป ได้สร้างโอกาสใหม่ๆ ทั้งในด้านการตลาด การผลิต และการบริการแก่ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมนี้ แต่ในขณะเดียวกันก็นับเป็นความท้าทายสำคัญที่ต้องเผชิญ

กลยุทธ์การตลาดและการขยายธุรกิจ

เพื่อให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง ผู้ประกอบการจำเป็นต้องพัฒนากลยุทธ์การตลาดที่โดดเด่นและแตกต่าง สร้างแบรนด์และภาพลักษณ์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ขณะเดียวกันก็ต้องมีการขยายช่องทางการจัดจำหน่ายทั้งแบบออฟไลน์และออนไลน์ เพิ่มการลงทุนด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ พร้อมทั้งเสริมสร้างศักยภาพของบุคลากร

โดยในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา บริษัทชั้นนำหลายแห่งมีการลงทุนขยายกำลังการผลิตและติดตั้งเครื่องจักรอัตโนมัติ เพื่อรองรับคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นจากการขยายตัวของตลาดอีคอมเมิร์ซ

การปรับตัวให้ทันต่อความต้องการของลูกค้า

การเรียนรู้และทำความเข้าใจถึงพฤติกรรม รสนิยม และไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคใหม่ ถือเป็นกุญแจสำคัญในการพัฒนาสินค้าและบรรจุภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลาย ผู้ประกอบการต้องยืดหยุ่นและสามารถปรับเปลี่ยนผลิตภัณฑ์ได้อย่างรวดเร็วตามสถานการณ์

ยกตัวอย่างเช่น ในช่วงการระบาดของโรคโควิด-19 ได้เกิดความต้องการสูงในบรรจุภัณฑ์สำหรับสินค้าอุปโภคบริโภค อาหารสำเร็จรูป รวมถึงบรรจุภัณฑ์สำหรับการสั่งซื้อออนไลน์และบริการจัดส่ง ทำให้ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์หลายรายต้องปรับกลยุทธ์และปริมาณการผลิตอย่างรวดเร็ว

ความยั่งยืนในทุกขั้นตอนของห่วงโซ่อุปทาน

ประเด็นความยั่งยืนและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเป็นสิ่งที่ทุกภาคอุตสาหกรรมต้องให้ความสำคัญ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมการผลิตเช่นนี้ ผู้ประกอบการจำเป็นต้องปรับปรุงห่วงโซ่อุปทานให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ตั้งแต่การเลือกใช้วัตถุดิบรีไซเคิลและย่อยสลายได้ง่าย การใช้พลังงานสะอาดในกระบวนการผลิต ไปจนถึงระบบจัดการและกำจัดของเสียอย่างมีประสิทธิภาพ

มาตรการด้านความยั่งยืนและการประหยัดทรัพยากร นอกจากจะช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังสามารถสร้างภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือให้กับธุรกิจ ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับปัญหาสิ่งแวดล้อม


แนวโน้มและทิศทางในอนาคต

การเติบโตของตลาดอีคอมเมิร์ซและบริการจัดส่ง

ปัจจุบันการค้าปลีกออนไลน์และบริการจัดส่งสินค้ามีอัตราเติบโตอย่างต่อเนื่องในหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย สถานการณ์ดังกล่าวได้ส่งผลให้ความต้องการบรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสมสำหรับการขนส่งและแพคเกจสำเร็จรูปเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย

สมาคมผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์ไทยคาดการณ์ว่าตลาดบรรจุภัณฑ์สำหรับอีคอมเมิร์ซและบริการจัดส่งในประเทศไทย จะเติบโตไม่ต่ำกว่า 15% ในปี 2567 โดยแนวโน้มที่สังเกตได้ คือ ความต้องการบรรจุภัณฑ์ที่มีความแข็งแรงทนทาน น้ำหนักเบา ช่วยลดต้นทุนการขนส่ง และสามารถรองรับการจัดส่งแบบเร็วได้

ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมนี้จึงต้องศึกษาและพัฒนานวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ใหม่ๆ ที่สามารถตอบโจทย์กระแสอีคอมเมิร์ซ พร้อมทั้งเชื่อมโยงกับระบบโลจิสติกส์และการจัดส่งสมัยใหม่ เช่น การใช้สติ๊กเกอร์และบาร์โค้ดแสดงข้อมูล การออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้เหมาะสมกับการขนส่งทางอากาศหรือการจัดส่งแบบครอส-บอร์เดอร์ เป็นต้น

นอกจากนี้ยังมีโอกาสสำหรับผู้ประกอบการในการพัฒนานวัตกรรมบรรจุภัณฑ์แก้ปัญหาอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้หลายรอบ หรือการผลิตบรรจุภัณฑ์แบบมัลติฟังก์ชั่น เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนยุคปัจจุบัน

ความต้องการบรรจุภัณฑ์แบบปรับแต่ง

แนวโน้มการให้ความสำคัญกับรสนิยมและไลฟ์สไตล์เฉพาะบุคคล ส่งผลให้เกิดความต้องการบรรจุภัณฑ์ที่สามารถปรับแต่งและตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะของลูกค้าแต่ละรายได้ โดยผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์ต้องมีความยืดหยุ่นและเตรียมความพร้อมในการผลิตแบบรุ่นพิเศษหรือปริมาณน้อย(Short Run)

การพิมพ์ดิจิทัลและระบบอัตโนมัติจะมีบทบาทสำคัญในการช่วยให้กระบวนการผลิตบรรจุภัณฑ์สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความต้องการที่หลากหลาย ลดระยะเวลาและต้นทุนของงานพิมพ์รุ่นพิเศษลง ขณะที่เทคโนโลยีอย่างปัญญาประดิษฐ์และการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ จะช่วยให้ผู้ผลิตสามารถทำความเข้าใจและตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างตรงจุดมากขึ้น

การผสานเทคโนโลยีดิจิทัลและระบบอัตโนมัติ

เทคโนโลยีดิจิทัลและระบบอัตโนมัติจะกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการผลักดันอุตสาหกรรมการพิมพ์และบรรจุภัณฑ์สู่ยุค 4.0 โดยมีการนำเทคโนโลยีอย่างปัญญาประดิษฐ์ การวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่จากเทคโนโลยี Internet of Things(IOT) และระบบอัตโนมัติมาใช้ในกระบวนการผลิตมากขึ้น

ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุนและข้อผิดพลาดจากการใช้แรงงานคน รวมถึงยกระดับมาตรฐานและความสม่ำเสมอในกระบวนการผลิตให้สูงขึ้น ขณะที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์และการวิเคราะห์ข้อมูลจะช่วยพัฒนากระบวนการผลิต การบริหารจัดการ และการตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม การนำเทคโนโลยีดิจิทัลและระบบอัตโนมัติมาใช้อย่างเต็มรูปแบบจำเป็นต้องอาศัยการลงทุนและการเตรียมความพร้อมสูง รวมถึงการพัฒนาบุคลากรให้มีทักษะและความรู้ที่เหมาะสม ซึ่งนับเป็นความท้าทายสำคัญสำหรับผู้ประกอบการ

ผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ(NECTEC) แนะนำว่า ผู้ประกอบการควรวางแผนการลงทุนด้านเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างรอบคอบและเป็นระบบ โดยเริ่มจากการประเมินสถานะปัจจุบันของธุรกิจ กำหนดเป้าหมายและระยะเวลาที่ชัดเจน พร้อมทั้งให้ความสำคัญกับการฝึกอบรมและสร้างความเชี่ยวชาญให้แก่บุคลากร เพื่อให้การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เกิดประโยชน์สูงสุด

นอกจากนี้ การร่วมมือกับสถาบันการศึกษาและหน่วยงานวิจัยต่างๆ ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะช่วยเสริมสร้างศักยภาพด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมให้แก่องค์กร


สรุป

แน่นอนว่า ในปี 2567 นี้ เราจะได้เห็นอุตสาหกรรมการพิมพ์และบรรจุภัณฑ์เป็นอุตสาหกรรมที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง และยังมีโอกาสทางธุรกิจมากมายสำหรับผู้ประกอบการที่สามารถปรับตัวและก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและพฤติกรรมผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนเทคโนโลยีใหม่ๆ การพัฒนานวัตกรรม การสร้างมาตรฐานด้านความยั่งยืน หรือการปรับกลยุทธ์การตลาดให้ทันสมัย

อย่างไรก็ดี ท่ามกลางโอกาสที่มากมาย ผู้ประกอบการก็ยังต้องเผชิญกับความท้าทายหลายประการ ทั้งการแข่งขันที่รุนแรง ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น และการเปลี่ยนแปลงของความต้องการลูกค้าที่รวดเร็ว ดังนั้นการพัฒนาศักยภาพขององค์กรและบุคลากร รวมถึงการสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจ จึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้ธุรกิจก้าวข้ามอุปสรรคเหล่านี้ไปได้อย่างราบรื่น

โดยสรุป ปี 2567 คาดว่าจะเป็นอีกหนึ่งปีแห่งการเติบโตสำหรับอุตสาหกรรมการพิมพ์และบรรจุภัณฑ์ในประเทศไทย โดยมีโอกาสทางธุรกิจหลากหลายสาขา ตั้งแต่การผลิตบรรจุภัณฑ์รูปแบบใหม่ การให้บริการด้านการออกแบบ การขนส่งและโลจิสติกส์ รวมถึงการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมมาปรับใช้ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของตลาดและผู้บริโภคยุคใหม่ได้อย่างแม่นยำและทันสมัยที่สุด

แหล่งอ้างอิง

  • รายงานสถานการณ์อุตสาหกรรมการพิมพ์และบรรจุภัณฑ์ในประเทศไทย โดยสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(อ้างอิงปีล่าสุด)
  • บทความและรายงานวิจัยจากสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(สสว.)
  • บทความและข้อมูลจากองค์กรระดับนานาชาติ เช่น World Packaging Organisation, Smithers PIRA
  • บทความวิชาการ “ปัจจัยที่มีผลต่ออุตสาหกรรมการพิมพ์และบรรจุภัณฑ์ในยุคดิจิทัล” จากวารสารวิชาการมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  • สมาคมการพิมพ์ดิจิทัลไทย สมาคมผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์ไทย และศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ(NECTEC)

คำถาม-คำตอบ FAQs

คำถาม: อุตสาหกรรมการพิมพ์และบรรจุภัณฑ์มีมูลค่าตลาดเท่าไรในปี 2567

คำตอบ: คาดว่ามูลค่าตลาดจะเติบโตถึง 850,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.5% จากปีก่อนหน้า

คำถาม: เทคโนโลยีใดที่ได้รับความนิยมสูงสุดในอุตสาหกรรมนี้

คำตอบ: การพิมพ์ดิจิทัล ซึ่งใช้เทคนิคการพิมพ์ที่ทันสมัย ช่วยลดระยะเวลาและต้นทุนการผลิต

คำถาม: ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับบรรจุภัณฑ์ประเภทใดมากขึ้น

คำตอบ: ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับบรรจุภัณฑ์ที่มีรูปลักษณ์สวยงาม ทันสมัย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

คำถาม: อะไรคือโอกาสทางธุรกิจสำคัญของอุตสาหกรรมนี้ในปี 2567

คำตอบ: การเติบโตของตลาดอีคอมเมิร์ซและบริการจัดส่ง ซึ่งทำให้ความต้องการบรรจุภัณฑ์สำหรับการขนส่งเพิ่มสูงขึ้น